
เริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกได้ยังไง
มีเพื่อนชวนให้เขียนแฟนฟิคหนังที่ไปดูมาน่ะค่ะ ที่จริงก็ดูมานานแล้วแต่คุณเพื่อนเกิดอยากเขียนขึ้นมาก็เลยชวน โดยเขียนจากต่างมุมมองของพระเอกสองคน (ในเรื่องเป็นรักสามเศร้า) ผลก็คือคนชวนดันขี้เกียจเลิกเขียนไปก่อนทั้งที่ยังไม่จบ ส่วนเจ้าแก้วนี่ก็ตะบี้ตะบันเขียนเนื่องจากไปลงในเว็บแล้วมีเสียงตอบรับเยอะ ด้วยความดีใจก็เลยเขียนต่อจนจบ แต่ก็ใช้เวลานานค่ะ เป็นปีแน่ะตามประสาคนไม่เคยเขียน หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนตอนว่างๆ หรือตอนเครียดจากสะสมจากอย่างอื่น ก็เอามาเขียนนิยายแทน ไม่อยากจะเครียดแล้วก็เลยเขียนแต่เรื่องตลกเป็นส่วนใหญ่ รู้สึกเหมือนเราเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังมากกว่าจะคิดว่าเป็นคนอ่านน่ะค่ะ เล่าแล้วก็หัวเราะด้วยกันมีความสุขดีทั้งคนอ่านและคนเขียน
"รักนี้ (แค้น) ต้องชำระ" มีแรงบันดาลใจมาจากอะไร
โครงเรื่องนี้มาจากเรื่องจริงค่ะ เริ่มแรกจะเรียกว่ามันเป็นแฟนฟิค F4 ก็ว่าได้ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้เป็นแฟน F4 เลยแม้แต่น้อย หนังก็ดูบ้างไม่ดูบ้าง เรื่องมันเริ่มต้นที่คืนวันหนึ่งใน MSN รวมห้องคุยกันหลายๆ คน ในนั้นมีบางคนที่เป็นสาวกคุณเคน จึงเริ่มพูดถึงเรื่องบอยแบนด์วงนี้กัน พอพูดเรื่องบอยแบนด์แน่นอนย่อมมีคนหมั่นไส้บอยแบนด์ แล้วใครคนหนึ่งก็เล่าขึ้นมาว่า
"ฉันโดนรถชนเพราะ เคน F4 ตอนนั้นเดินชอปฯ อยู่ในคาร์ฟูร์อยู่ดีๆ ดันมีไอ้บ้าตัวหนึ่งโทรมาบอกว่า อ่านในไทยรัฐตรงคอลัมน์คัทลียาซุบซิบ....บอกว่าเคน F4 ชื่อไทยว่า อัมพร (จำนามสกุลไม่ได้ละ)"
ฟังจบคุณเธอหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง จากนั้นก็ข้ามถนนแล้วโดนรถชน เพียงแต่ว่าตอนชนจริงไม่ได้คุยโทรศัพท์เหมือนในเรื่อง (ดัดแปลงเอาน่ะ)
เธอสลบไปกว่าจะฟื้นก็ค่ำ มีอาการความจำเสื่อม ไป 2 วัน ด้วยว่าหัวแตก แต่สิ่งที่เธอจำได้ 2 อย่างที่ตกค้างในความทรงจำคือ.....เพื่อนคนที่คุยคนสุดท้าย กับ เคน F4 ชื่อไทยว่าอัมพร ในช่วงที่นอนอยู่ รพ. คุณหมอหวังดี พยายามหาหนัง F4 มาให้ดูกะว่าจะได้ฟื้นความทรงจำเร็วหน่อย เพราะคาดเดาว่าคนไข้น่าจะเป็นแฟน F4 เป็นอะไรที่ขำมากๆๆๆ เพราะเจ้าตัวนั้นไม่ได้เป็นสาวก F4 เลยแม้แต่น้อย ก็เลย แค้นเอามากๆ มาเล่าให้ฟัง ว่าถ้าตายไปจะเป็นผีไปหลอกไอ้คุณอัมพรรรรรรร...ร แบบนี้ล่ะ ^o^
เลยกลายมาเป็นไอเดียที่มาของเรื่องนี้ แต่บังเอิญเธอไม่ตาย แค่เข้า รพ.ไป 1 อาทิตย์เท่านั้น ทว่าไม่ยอมให้ใช้ชื่อเธอเป็นนางเอก แบบว่าเขินก็เลยใช้ชื่อว่านน้ำแทน ที่มาออกจะแปลกอยู่สักหน่อยนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การเล่าเรื่องหรือพูดคุย จะออกมาเป็นพล็อตเรื่องได้ขนาดนี้ ดังนั้นตัวละครทุกตัวละครจึงมีชีวิตชีวาในความรู้สึกของเจ้าแก้ว มันเป็นการเขียนแบบง่ายไม่ต้องมีหลักการมากนัก เพียงแต่เขียนมันด้วยความรู้สึกสนุกอยากจะเขียนเหมือนว่ากำลังเผาเพื่อนตัวเองให้คนอ่านฟังมากกว่าค่ะ ^_^
ตัวละครใน "รักนี้ (แค้น) ต้องชำระ" เป็นตัวละครที่มีสีสันมาก คิดได้ยังไง มีต้นแบบหรือเปล่า
อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วค่ะ นางเอกมีตัวตนจริง แต่จะเขียนให้ดูแหววกว่าตัวจริงนิดหน่อยไม่อย่างนั้นคงหาความเป็นนางเอกไม่เจอ ส่วนตัวละครอื่นๆ พระเอกและเพื่อนร่วมวงก็สร้างมาจากหนุ่มๆ F4 น่ะค่ะ จากการอ่านบทสัมภาษณ์และถูกแฟนคลับกรอกหูเช้าเย็น ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนนิสัยประมาณนี้นะ ก็ใส่ๆ กันไปน่ะค่ะ ตัวละครส่วนใหญ่จะมีตัวตนจริง บางทีเขียนแล้วคิดไม่ออกว่าตัวละครจะตอบอย่างไรเมื่อเจอกรณีที่เรากำหนดขึ้น เจ้าแก้วก็เล่นง่ายค่ะ หันไปถามแฟนคลับดื้อๆ อย่างนั้นเลยว่า "ตัวๆ...สามีตัวจะตอบยังไงในกรณีนี้ " ฮ่า ฮ่า เลยทำให้เขียนง่ายขึ้นค่ะ
มีวิธีการเขียนหนังสืออย่างไร
ไม่ค่อยจะมีเทคนิคกับใครเขาค่ะ แต่คิดว่าอยากเขียนให้คนอ่านรู้เรื่องไม่งงที่เราเขียนเป็นใช้ได้ เลยถือคติ "ช้า-ชัด-เคลียร์" เป็นสโลแกนของไกด์นำเที่ยวค่ะ เคยไปเที่ยวตามทัวร์หรือพบกลุ่มทัวร์ไหมคะ? ยิ่งเป็นต่างจังหวัด ไกด์ท้องถิ่นมักจะใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนักพูดคล่องแต่สำนวนไทยแลนด์มากๆ อาจจะดูไม่เท่ เพราะพูดสำนวนไม่ดีเหมือนเจ้าของภาษา แต่ว่า...เวลาที่คนต่างถิ่นมาเที่ยวเขาไม่สนใจหรอกค่ะ ว่าคู่สนทนาพูดสำนวนชัดหรือไม่ขอให้เข้าใจที่เขาถาม และตอบ สิ่งสงสัยด้วยภาษาเดียวกันได้ก็พอแล้ว เขาแค่ต้องการสื่อสารเท่านั้น
- "ช้า" การพูดช้าๆ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แม้สำนวนจะไม่ดีอาจฟังแล้วเพี้ยนเป็นคำอื่นได้ แต่พอพูดช้าก็ทำให้ความเข้าใจไม่ผิดเพี้ยน
- "ชัด" คำนี้ไม่ได้หมายถึงพูดสำเนียงชัดเปรี๊ยะ แต่ชัดในความหมาย ในถ้อยคำที่สื่อสาร อาจจะเป็นคำง่ายๆ เช่น กิน อยู่ หลับ นอน แต่ไม่ผิดเพี้ยนกับความหมายที่ต้องการจะสื่อแน่นอน แต่ถ้าภาษาไม่แข็งพอแล้วดัน พยายามจะใช้ศัพท์ยากๆ ผลก็คือไม่รู้เรื่องทั้งคนพูดคนฟัง การสื่อสารก็ล้มเหลว
- "เคลียร์" คือประเด็นต่อมา ความหมายของเคลียร์ก็คือกระจ่างค่ะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการงง ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าขึ้นเกาะตอนกลางวันอยู่ดีๆ ไกด์ก็เอา กย.15 มาแจก คงงงใช่ไหมคะ? แจกทำไมกลางวันไม่มียุงหรอก แต่ก่อนจะได้ถาม คุณไกด์ก็รีบบอกมาเสียก่อน
"เนื่องจากต้นไม้เยอะจึงมีแมลงมาก นอกจากยุงแล้ว หลายคนอาจจะแพ้แมลง ดังนั้นทากันไว้ก่อนนะครับ ทั้งยุงทั้งแมลง"
เป็นอันเคลียร์ค่ะ...เข้าใจแล้ว กระจ่างแจ้ง ไม่ต้องถาม นิสัยการอ่านก็เช่นกัน ต่างกันออกไปไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนคืออ่านผ่านๆ ไม่ขี้สงสัยก็อาจจะรับ กย.15 มาทาโดยไม่ถาม แต่คนขี้สงสัยก็มีไม่น้อยเหมือนกัน เจ้าแก้วก็เป็นคนหนึ่งที่ขี้สงสัยจนบางทีกลายเป็นจับผิดไปเสียได้ ถ้าสงสัยแล้วถ้าถามไม่ได้ เพราะนักเขียนไม่ได้อยู่ตรงหน้าเหมือนไกด์ ผู้อ่านก็อาจจะต้องตีความกันเอาเอง ถ้าตีความได้ก็ดีไป ตีความไม่ได้หรือผิดความหมายที่ต้องการจะสื่อ ทำให้เขาไม่เข้าใจเหตุผลในการเขียน นักอ่านก็จะติติงเอาได้ค่ะ
ทั้งนี้เพราะการเขียนก็คือการสื่อสารอย่างหนึ่ง เหมือนคุยกันน่ะค่ะแต่คนอ่านคือเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จัก หรืออาจจะคนแปลกหน้าที่ผ่านมาพบเจอ จะให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราพูดทั้งหมด รวมทั้งตัวตนลักษณะนิสัยของตัวละครก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นความสำคัญมันควรจะอยู่ที่การสื่อสารแบบ ช้า-ชัด-เคลียร์ ไม่เกิดความงงความสงสัย เพราะคนเขียนไม่มีโอกาสไปนั่งข้างๆ อธิบายความให้คนอ่านทุกคนฟัง
อยากฝากฝังอะไรกับคนอ่านผลงานของตัวเองไหม (นอกจากว่าซื้อที)
ดักคอไว้อย่างนี้ก็ตอบยากเลยสิคะ...TT_TT เอาเป็นว่าขอให้มีความสุขกับการอ่าน นั่นเป็นความหวังสูงสุดของคนเขียนค่ะ ถ้าเราเขียนเรื่องตลกก็อยากได้ยินเสียงหัวเราะ ถ้าเขียนเรื่องรักก็อยากให้อิ่มเอมใจ ถ้าเขียนเรื่องเศร้าก็อยากให้อินกับเรื่อง อยากให้คนอ่านรับสารที่สื่อออกไปได้ถูกต้องตรงประเด็น และที่สำคัญไม่อยากให้รู้สึกว่าซื้องานของเราไปแล้วเสียดายเงิน อยากเขวี้ยงทิ้ง หรือมันเขียนมาได้ยังไงห่วยแตกสิ้นดี ดังนั้นเจ้าแก้วจะพยายามตั้งใจเขียนให้ดีที่สุด ถึงแม้ฝีมือจะมีอยู่ไม่มากก็ตามทีค่ะ แต่ขอโอกาสให้คนที่เคยอ่านงานเล่มแรกแล้ว ลองอ่านเล่มต่อๆ มาดูนะคะ หากมีคนเฝ้ามองพัฒนาการของเราแล้วคนเขียนคงดีใจมาก และที่สำคัญถ้าอ่านแล้วชอบช่วยบอกต่อเพื่อนๆ คนอื่นๆ ให้ลองอ่านดูด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ^o~/